โดย: mooncat เมื่อ: Friday, May 4 2012 9:14 pm ในหมวด: Blogs,Time Machine

ครั้งนี้มาร่วมย้อนเวลากลับไปสู่ภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ ตลอดกาลสุดคลาสสิกเรื่องเยี่ยมที่ยังกล่าวขานและหยิบยกนำมาสอนควบคู่กับวิชาเรียนในหลายสถาบันที่มีวิชาการเรียนการสอนวิชาภาพยนตร์ในปัจจุบัน(เพราะเป็นคนหนึ่งที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในคลาสเรียน สมัยเมื่อยังเรียนมหาวิทยาลัย) เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหลายๆเรื่อง ที่ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์บุกเบิกแนวทาง German Expressionism (เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์)

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

The Cabinet of Caligari (1920)” ผู้กำกับ ”Robert Wiene”

ภาพยนตร์เรื่อง The Cabinet of Caligari (1920) โดยผู้กำกับ “Robert Wiene” เขียนบทโดย “Hans Janowitz” และ “Carl Mayer” ได้เล่าถึงเรื่องราวของชายที่ชื่อฟรานซิสและเขาได้เล่าให้ชายอีกคนฟัง เกี่ยวกับบุคคลแปลกประหลาดที่เขาเคยพบเมื่อนานมาแล้ว ณ โฮลเทนวอลล์ เป็นเมืองเชิงเขาในประเทศเยอรมนี  ถือได้ว่า ”The Cabinet of Caligari (1920)” ของยุคทศวรรษที่ 20เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ใช้วิธีเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง ที่มีสีทึบทึม แสงเงาแปลกประหลาด สิ่งของประกอบฉากผิดเพี้ยนไม่ได้รูปทรง เป็นโลกเหนือจริงที่ให้ความรู้สึกอึดอัด คับข้อง และน่าหวาดหวั่น เป็นภาพยนตร์เงียบที่เป็นขาว-ดำ ความยาว 72นาที เป็นภาพยนตร์ที่ส่งอิทธิพลให้เกิดแนวทางภาพยนตร์นัวร์และภาพยนตร์สยองขวัญ เป็นรูปแบบที่ได้รับการยกย่องและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์แนวแฟนตาซีสยองขวัญ (Horror Fantasy) หรือ ภาพยนตร์เงา (Shadow Film)

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari)

เรื่องราวเกี่ยวของ ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari แสดงโดย Werner Krauss) ชายวัยกลางคนท่าทางลึกลับบุคลิคแปลกประหลาดที่สวมแว่น เขามายังเมืองนี้พร้อมกับ ซีซาเร่ (Cesare แสดงโดย Conrad Veidt) เพื่อแสดงนิทรรศการ ซีซาเร่ร่างหลับใหลของชายหนุ่มซึ่งคาลิการี่อ้างว่าไม่เคยตื่นมากว่า 20 ปี ยกเว้นเมื่อเขาสั่ง ทั้งยังอวดอ้างว่าซีซาเร่หยั่งรู้ทุกเรื่อง สามารถตอบได้ทุกคำถาม อลัน (Alan แสดงโดย Hans Heinrich v. Twardowski) เพื่อนสนิทของฟรานซิส (Francis แสดงโดย Friedrich Fehér) จึงถามว่าเขาจะมีชีวิตถึงเมื่อไร คำตอบชวนอกสั่นขวัญแขวนว่า “ย่ำรุ่ง” ทำให้อลันแทบทรุดลงกับพื้น และในคืนนั้น อลันถูกฆาตกรรมเสียชีวิตจริงๆ แต่ด้วยฝีมือของเจ้าของคำทำนายนั่นเอง

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ซีซาเร่ (Cesare) และ เจน (Jane Olsen)

เหยื่อรายต่อมาคือ เจน (Jane Olsen แสดงโดย Lil Dagover) เป็นคนรักของฟรานซิส แต่ความงามของเธอหยุดการกระทำของซีซาเร่ได้ เจนจึงรอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด ฟรานซิสตามสืบจนพบว่า ซีซาเร่คือผลงานการทดลองของผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาท ซึ่งอยากเข้าถึงงานทดลองเก่าแก่ของหมอชาวอิตาเลียนชื่อคาลิการี่ จึงสมมุติตนเองไปตามเรื่องราวที่ได้ศึกษา สุดท้าย ดร.คาลิการี่สติเฟื่องจึงต้องเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลนั้นเสียเอง

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari) และ ซีซาเร่ (Cesare) 

และหักมุมเฉลยเรื่องราวทั้งหมดว่าเป็นจินตนาการเพ้อฝันของคนไข้ชื่อฟรานซิส ส่วนดร.คาลิการี่ผู้ลึกลับกลับกลายเป็นหมอที่กำลังหาทางรักษาคนไข้รายนี้ ตัวพล็อตเรื่องทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Shutter Island (2012)” ของผู้กำกับ “Martin Scorsese” นำแสดงโดย “Leonardo DiCaprio

อันที่จริงการจบแบบหักมุมที่ว่าเหตุฆาตกรรมทั้งหมดไม่มีจริง แต่เป็นเพียงอาการหลงเพ้อของคนไข้โรคประสาทนั้นไม่มีในบทดั้งเดิม แต่โปรดิวเซอร์ ไม่อยากให้หนังดูน่าสะพรึงกลัวเกินไปจึงคิดเพิ่มฉากจบใหม่เข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หนังเพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้น อีกทั้งการหักมุมเรื่องเล่ายังถือเป็นกลวิธีแปลกใหม่ในยุคนั้นอีกด้วย

เรื่องราวและวิธีการนำเสนอของ “The Cabinet of Dr.Caligari” มุ่งวิพากษ์ความเลวร้ายของการปกครองของเยอรมนีในสมัยนั้น ซึ่งนำพาประเทศเข้าสู่สงคราม ฉากหลังอันบิดเบี้ยวสื่อถึงภาวะผิดเพี้ยนที่สังคมต้องเผชิญ ส่วนตัวละครอย่าง ดร.คาลิการี่ก็คือตัวอย่างของชนชั้นปกครองที่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเพราะความเห็นแก่ตัว

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari), ซีซาเร่ (Cesare) และ ตำรวจ

หนังต้องการสื่อถึงระบบชนชั้นด้วยการให้ผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอื่นๆ เช่น ดร.คาลิการี่ และ ตำรวจ มีสำนักงานอยู่ชั้นบน ประชาชนทั่วไปต้องขึ้นบันไดหลายขั้นกว่าจะได้เข้าพบ ทั้งยังให้ตำรวจและนายกเทศมนตรีนั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้สูงกว่าปกติหลายเท่า นอกจากนี้ความพยายามจับฆาตกรและฉีกหน้ากากคาลิการี่ยังเป็นผลงานของคนธรรมดาอย่างฟรานซิสและชาวบ้านคนอื่นๆ มิใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อพวกเขาจับกุมคาลิการี่ได้ก็เหมือนว่าล้มล้างระบอบอันเลวร้ายลงได้สำเร็จ  การเปลี่ยนฉากจบไม่ว่าจะเพราะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่ก็ตาม จนทำให้เจตนาเบื้องต้นเฉไฉไป แต่ฉากจบใหม่ที่มีภาพสุดท้ายเป็นภาพใบหน้าดีใจของดร.คาลิการี่ กับคำพูดที่ว่า “รู้วิธีรักษาแล้ว” ก็อาจจะยิ่งเพิ่มภาพพจน์ของผู้ปกครองให้ดูน่าชิงชังมากขึ้นได้เช่นกัน

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

“The Cabinet of Dr.Caligari” หรือในชื่อดั้งเดิมว่า “Das Cabinet des Dr.Caligari” เกิดขึ้นในยุคที่วงการหนังเยอรมันกำลังเฟื่องฟู แต่เนื่องจากเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเยอรมนีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมากจนเศรษฐกิจภายในประเทศย่ำแย่ ประกอบกับต้องแข่งขันกับหนังฮอลลีวู้ดซึ่งหรูหราอลังการ และตัวละครอย่าง ดร.คาลิการี่ก็มีรูปลักษณ์ลักษณะคล้ายผู้กำกับของเรื่องจนเหมือนถอดแบบก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวที่ใส่แว่นและหมวกร่วมไปถึงเค้าโครงหน้าและร่างกาย

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari)ตัวละครในเรื่อง กับ ผู้กำกับ ผู้กำกับ ”Robert Wiene”

ผู้สร้างหนังชาวเยอรมันจึงหาทางออกให้แก่หนังตนเองด้วยการสร้างสรรค์แนวทางใหม่โดยไม่ต้องใช้ทุนมากนัก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่จะไปแข่งความหรูหราตระการตากับหนังฮอลลีวู้ด โดยเน้นการใช้สัญลักษณ์และการจัดองค์ประกอบภาพซึ่งส่งผลต่อความลึกของเนื้อหาเรื่องราว ออกแบบฉากให้ดูเหนือจริงด้วยการวาดแสงและเงาให้ดูผิดแปลก วาดหรือใช้วัตถุที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปทรง ขณะที่เนื้อหาก็มักเกี่ยวพันกับภาวะความสับสนผิดปกติ ความลวง อันเป็นแนวทางศิลปะที่เรียกว่า  German Expressionism (เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์) ซึ่งแพร่หลายระหว่างปี 1919-1925 เริ่มตั้งแต่การละคร วรรณกรรม จิตรกรรม กระทั่งมาสู่ภาพยนตร์

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

ซึ่งในขณะนั้นเยอรมนีอยู่ในภาวะสั่นครอนก็ว่าได้ ในระบบการเมืองการปกครองบ้านเมือง จนเมื่อนาซีเข้ามาปกครอง คนทำหนังกลุ่มนี้หลายคนจึงโยกย้ายตนเองไปอยู่ต่างประเทศ รวมถึงมาทำงานในสหรัฐ พร้อมกับนำเอาสไตล์หนังเอ็กเพรสชั่นนิสม์มาใช้จนแพร่หลายและงอกเงยเป็นหนังนัวร์และหนังสยองขวัญหลายเรื่องในปัจจุบัน และมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากเรื่อง “The Cabinet of Dr.Caligari” เช่นภาพยนตร์เรื่องต่อไป

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

Waxworks (1924)“ของผู้กำกับ “Paul Leni”

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

“Frankenstein (1931)” และ “The Bride of Frankenstein (1935)” ของผู้กำกับ “James Whale”

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

“Edward Scissorhands (1990)” ของผู้กำกับ “Tim Burton”

ผลงานเด่นๆของภาพยนตร์กลุ่ม เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์ นอกจาก “The Cabinet of Dr.Caligari” ยังมีอีกหลายเรื่องเช่น

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

“Nosferatu (1922)” และ “Faust (1926)” ของผู้กำกับ “FW Murnau”

Time Machine: ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเหนือจริงของ Dr.Caligari

“Metropolis (1927)” และ “M (1931)” ของผู้กำกับ “Fritz Lang”

The Cabinet of Caligari (1920)” ของผู้กำกับ ”Robert Wiene” ถือว่าเป็นภาพยนตร์ตื่นตาด้วยฉากหลังประหลาดล้ำ ราวกับนำภาพศิลปะเคลื่อนไหวจำนวนมากมาร้อยเรียงกัน แม้เป็นเพียงภาพขาว-ดำแต่ก็ดึงดูดความสนใจแทบทุกฉาก ไม่เว้นแม้ภาพคำบรรยายและตัวหนังสือที่ถูกออกแบบให้เข้ากับฉากหลังได้อย่างกลมกลืน เมื่อรวมกับคุณค่าเนื้อหาที่ไม่มีวันตกยุคแล้ว ดร.คาลิการี่ชราวัย 86 ปีเรื่องนี้ ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่หยิบมาดูเมื่อไรก็ไม่เชย

สำหรับใครที่ยังไม่เคยดูเราก็เอามาให้ดูกันแบบเต็มๆทั้งเรื่องเลยค่ะ ไปดูกันเลยเพื่อจะได้แรงบันดาลใจแนวคิดแปลกๆเหมือนหลายๆท่านก็ได้

 

 

โดย : แมวพระจันทร์
ขอขอบคุณ IMDb , วิกิพีเดีย

สนับสนุน FilmZick.com ง่ายๆ ด้วยการบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณผ่านทาง Social Network ที่คุณชื่นชอบ