ครั้งนี้มาร่วมย้อนเวลากลับไปสู่ภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ ตลอดกาลสุดคลาสสิกเรื่องเยี่ยมที่ยังกล่าวขานและหยิบยกนำมาสอนควบคู่กับวิชาเรียนในหลายสถาบันที่มีวิชาการเรียนการสอนวิชาภาพยนตร์ในปัจจุบัน(เพราะเป็นคนหนึ่งที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในคลาสเรียน สมัยเมื่อยังเรียนมหาวิทยาลัย) เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหลายๆเรื่อง ที่ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์บุกเบิกแนวทาง “German Expressionism (เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์)”
“The Cabinet of Caligari (1920)” ผู้กำกับ ”Robert Wiene”
ภาพยนตร์เรื่อง “The Cabinet of Caligari (1920)“ โดยผู้กำกับ “Robert Wiene” เขียนบทโดย “Hans Janowitz” และ “Carl Mayer” ได้เล่าถึงเรื่องราวของชายที่ชื่อฟรานซิสและเขาได้เล่าให้ชายอีกคนฟัง เกี่ยวกับบุคคลแปลกประหลาดที่เขาเคยพบเมื่อนานมาแล้ว ณ โฮลเทนวอลล์ เป็นเมืองเชิงเขาในประเทศเยอรมนี ถือได้ว่า ”The Cabinet of Caligari (1920)” ของยุคทศวรรษที่ 20เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ใช้วิธีเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง ที่มีสีทึบทึม แสงเงาแปลกประหลาด สิ่งของประกอบฉากผิดเพี้ยนไม่ได้รูปทรง เป็นโลกเหนือจริงที่ให้ความรู้สึกอึดอัด คับข้อง และน่าหวาดหวั่น เป็นภาพยนตร์เงียบที่เป็นขาว-ดำ ความยาว 72นาที เป็นภาพยนตร์ที่ส่งอิทธิพลให้เกิดแนวทางภาพยนตร์นัวร์และภาพยนตร์สยองขวัญ เป็นรูปแบบที่ได้รับการยกย่องและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์แนวแฟนตาซีสยองขวัญ (Horror Fantasy) หรือ ภาพยนตร์เงา (Shadow Film)
ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari)
เรื่องราวเกี่ยวของ ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari แสดงโดย Werner Krauss) ชายวัยกลางคนท่าทางลึกลับบุคลิคแปลกประหลาดที่สวมแว่น เขามายังเมืองนี้พร้อมกับ ซีซาเร่ (Cesare แสดงโดย Conrad Veidt) เพื่อแสดงนิทรรศการ ซีซาเร่ร่างหลับใหลของชายหนุ่มซึ่งคาลิการี่อ้างว่าไม่เคยตื่นมากว่า 20 ปี ยกเว้นเมื่อเขาสั่ง ทั้งยังอวดอ้างว่าซีซาเร่หยั่งรู้ทุกเรื่อง สามารถตอบได้ทุกคำถาม อลัน (Alan แสดงโดย Hans Heinrich v. Twardowski) เพื่อนสนิทของฟรานซิส (Francis แสดงโดย Friedrich Fehér) จึงถามว่าเขาจะมีชีวิตถึงเมื่อไร คำตอบชวนอกสั่นขวัญแขวนว่า “ย่ำรุ่ง” ทำให้อลันแทบทรุดลงกับพื้น และในคืนนั้น อลันถูกฆาตกรรมเสียชีวิตจริงๆ แต่ด้วยฝีมือของเจ้าของคำทำนายนั่นเอง

ซีซาเร่ (Cesare) และ เจน (Jane Olsen)
เหยื่อรายต่อมาคือ เจน (Jane Olsen แสดงโดย Lil Dagover) เป็นคนรักของฟรานซิส แต่ความงามของเธอหยุดการกระทำของซีซาเร่ได้ เจนจึงรอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด ฟรานซิสตามสืบจนพบว่า ซีซาเร่คือผลงานการทดลองของผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาท ซึ่งอยากเข้าถึงงานทดลองเก่าแก่ของหมอชาวอิตาเลียนชื่อคาลิการี่ จึงสมมุติตนเองไปตามเรื่องราวที่ได้ศึกษา สุดท้าย ดร.คาลิการี่สติเฟื่องจึงต้องเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลนั้นเสียเอง
ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari) และ ซีซาเร่ (Cesare)
และหักมุมเฉลยเรื่องราวทั้งหมดว่าเป็นจินตนาการเพ้อฝันของคนไข้ชื่อฟรานซิส ส่วนดร.คาลิการี่ผู้ลึกลับกลับกลายเป็นหมอที่กำลังหาทางรักษาคนไข้รายนี้ ตัวพล็อตเรื่องทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Shutter Island (2012)” ของผู้กำกับ “Martin Scorsese” นำแสดงโดย “Leonardo DiCaprio”
อันที่จริงการจบแบบหักมุมที่ว่าเหตุฆาตกรรมทั้งหมดไม่มีจริง แต่เป็นเพียงอาการหลงเพ้อของคนไข้โรคประสาทนั้นไม่มีในบทดั้งเดิม แต่โปรดิวเซอร์ ไม่อยากให้หนังดูน่าสะพรึงกลัวเกินไปจึงคิดเพิ่มฉากจบใหม่เข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หนังเพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้น อีกทั้งการหักมุมเรื่องเล่ายังถือเป็นกลวิธีแปลกใหม่ในยุคนั้นอีกด้วย
เรื่องราวและวิธีการนำเสนอของ “The Cabinet of Dr.Caligari” มุ่งวิพากษ์ความเลวร้ายของการปกครองของเยอรมนีในสมัยนั้น ซึ่งนำพาประเทศเข้าสู่สงคราม ฉากหลังอันบิดเบี้ยวสื่อถึงภาวะผิดเพี้ยนที่สังคมต้องเผชิญ ส่วนตัวละครอย่าง ดร.คาลิการี่ก็คือตัวอย่างของชนชั้นปกครองที่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเพราะความเห็นแก่ตัว
ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari), ซีซาเร่ (Cesare) และ ตำรวจ
หนังต้องการสื่อถึงระบบชนชั้นด้วยการให้ผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอื่นๆ เช่น ดร.คาลิการี่ และ ตำรวจ มีสำนักงานอยู่ชั้นบน ประชาชนทั่วไปต้องขึ้นบันไดหลายขั้นกว่าจะได้เข้าพบ ทั้งยังให้ตำรวจและนายกเทศมนตรีนั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้สูงกว่าปกติหลายเท่า นอกจากนี้ความพยายามจับฆาตกรและฉีกหน้ากากคาลิการี่ยังเป็นผลงานของคนธรรมดาอย่างฟรานซิสและชาวบ้านคนอื่นๆ มิใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อพวกเขาจับกุมคาลิการี่ได้ก็เหมือนว่าล้มล้างระบอบอันเลวร้ายลงได้สำเร็จ การเปลี่ยนฉากจบไม่ว่าจะเพราะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่ก็ตาม จนทำให้เจตนาเบื้องต้นเฉไฉไป แต่ฉากจบใหม่ที่มีภาพสุดท้ายเป็นภาพใบหน้าดีใจของดร.คาลิการี่ กับคำพูดที่ว่า “รู้วิธีรักษาแล้ว” ก็อาจจะยิ่งเพิ่มภาพพจน์ของผู้ปกครองให้ดูน่าชิงชังมากขึ้นได้เช่นกัน
“The Cabinet of Dr.Caligari” หรือในชื่อดั้งเดิมว่า “Das Cabinet des Dr.Caligari” เกิดขึ้นในยุคที่วงการหนังเยอรมันกำลังเฟื่องฟู แต่เนื่องจากเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเยอรมนีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมากจนเศรษฐกิจภายในประเทศย่ำแย่ ประกอบกับต้องแข่งขันกับหนังฮอลลีวู้ดซึ่งหรูหราอลังการ และตัวละครอย่าง ดร.คาลิการี่ก็มีรูปลักษณ์ลักษณะคล้ายผู้กำกับของเรื่องจนเหมือนถอดแบบก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวที่ใส่แว่นและหมวกร่วมไปถึงเค้าโครงหน้าและร่างกาย
ดร.คาลิการี่ (Dr.Caligari)ตัวละครในเรื่อง กับ ผู้กำกับ ผู้กำกับ ”Robert Wiene”
ผู้สร้างหนังชาวเยอรมันจึงหาทางออกให้แก่หนังตนเองด้วยการสร้างสรรค์แนวทางใหม่โดยไม่ต้องใช้ทุนมากนัก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่จะไปแข่งความหรูหราตระการตากับหนังฮอลลีวู้ด โดยเน้นการใช้สัญลักษณ์และการจัดองค์ประกอบภาพซึ่งส่งผลต่อความลึกของเนื้อหาเรื่องราว ออกแบบฉากให้ดูเหนือจริงด้วยการวาดแสงและเงาให้ดูผิดแปลก วาดหรือใช้วัตถุที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปทรง ขณะที่เนื้อหาก็มักเกี่ยวพันกับภาวะความสับสนผิดปกติ ความลวง อันเป็นแนวทางศิลปะที่เรียกว่า “German Expressionism (เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์)” ซึ่งแพร่หลายระหว่างปี 1919-1925 เริ่มตั้งแต่การละคร วรรณกรรม จิตรกรรม กระทั่งมาสู่ภาพยนตร์
ซึ่งในขณะนั้นเยอรมนีอยู่ในภาวะสั่นครอนก็ว่าได้ ในระบบการเมืองการปกครองบ้านเมือง จนเมื่อนาซีเข้ามาปกครอง คนทำหนังกลุ่มนี้หลายคนจึงโยกย้ายตนเองไปอยู่ต่างประเทศ รวมถึงมาทำงานในสหรัฐ พร้อมกับนำเอาสไตล์หนังเอ็กเพรสชั่นนิสม์มาใช้จนแพร่หลายและงอกเงยเป็นหนังนัวร์และหนังสยองขวัญหลายเรื่องในปัจจุบัน และมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากเรื่อง “The Cabinet of Dr.Caligari” เช่นภาพยนตร์เรื่องต่อไป
“Waxworks (1924)“ของผู้กำกับ “Paul Leni”
“Frankenstein (1931)” และ “The Bride of Frankenstein (1935)” ของผู้กำกับ “James Whale”
“Edward Scissorhands (1990)” ของผู้กำกับ “Tim Burton”
ผลงานเด่นๆของภาพยนตร์กลุ่ม “เยอรมัน เอ็กเพรสชั่นนิสม์“ นอกจาก “The Cabinet of Dr.Caligari” ยังมีอีกหลายเรื่องเช่น
“Nosferatu (1922)” และ “Faust (1926)” ของผู้กำกับ “FW Murnau”
“Metropolis (1927)” และ “M (1931)” ของผู้กำกับ “Fritz Lang”
“The Cabinet of Caligari (1920)” ของผู้กำกับ ”Robert Wiene” ถือว่าเป็นภาพยนตร์ตื่นตาด้วยฉากหลังประหลาดล้ำ ราวกับนำภาพศิลปะเคลื่อนไหวจำนวนมากมาร้อยเรียงกัน แม้เป็นเพียงภาพขาว-ดำแต่ก็ดึงดูดความสนใจแทบทุกฉาก ไม่เว้นแม้ภาพคำบรรยายและตัวหนังสือที่ถูกออกแบบให้เข้ากับฉากหลังได้อย่างกลมกลืน เมื่อรวมกับคุณค่าเนื้อหาที่ไม่มีวันตกยุคแล้ว ดร.คาลิการี่ชราวัย 86 ปีเรื่องนี้ ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่หยิบมาดูเมื่อไรก็ไม่เชย
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดูเราก็เอามาให้ดูกันแบบเต็มๆทั้งเรื่องเลยค่ะ ไปดูกันเลยเพื่อจะได้แรงบันดาลใจแนวคิดแปลกๆเหมือนหลายๆท่านก็ได้
โดย : แมวพระจันทร์
ขอขอบคุณ IMDb , วิกิพีเดีย













