โดย: tozenter เมื่อ: Saturday, February 4 2012 2:07 am ในหมวด: Blogs,Exclusive

เคยสังเกตุไหมครับว่า ทุกวันนี้ เวลาเราไปดูหนังแบบ 3 มิติ แล้วหน้าโรงหนัง หรือบนสื่อต่างๆ มีโลโก้ของระบบฉายหนัง 3 มิติที่เพิ่มเข้ามา อย่างเช่น RealD 3D แล้วแบบ 3D เดิมที่เราเคยดู (Dolby 3D) หรือ 3D ในโรง IMAX 3D มันต่างกันหรือเปล่า? ถ้าต่าง มันต่างกันตรงไหน? แล้วแบบไหนดีที่สุด? วันนี้ผมนำข้อมูลมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้วครับ ตอบตรงนี้ก่อนเลยว่า แต่ละแบบนั้น ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาดแน่นอน ตั้งแต่เทคโนโลยีการฉายภาพเคลื่อนไหวบนจอ ชนิดของจอภาพในโรงหนัง ไปจนถึงแว่นตาที่เราใช้สวม เวลาดูหนัง 3 มิติ ทั้งหมดนี้มีทั้งเหมือนกัน ทั้งต่างกันครับ ไปดูกันเลยดีกว่า

ก่อนจะเริ่มกัน ต้องขอเล่าถึงที่มาของบทความนี้เล็กน้อยครับ พอดีได้อ่านบทความของ SlashFilm เกี่ยวกับระบบ 3 มิติในโรงหนังในปัจจุบันซึ่งน่าสนใจ ผมจึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ และจะเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับโรงหนังของไทยด้วยครับ นอกจากนี้ก็ได้ลอง search ดูว่ามีบทความคล้ายๆ แบบนี้ในภาษาไทยหรือยัง ก็พบว่าไม่มาก (เท่าที่เจอ) เลยถือว่าเป็นการอัพเดตแล้วกัน สำหรับใครที่เคยอ่านมาแล้วนะครับ

 

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับระบบ 3 มิติต่างๆ เราลองมาดูเทคนิคพื้นฐานในการทำให้ตาของเรามองเห็นภาพเคลื่อนไหวเป็นภาพ 3 มิติก่อน ซึ่งมี 2 แบบในปัจจุบันครับ และ 2 แบบนี้แหละ ที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับทั้งในโรงหนัง และทีวี LCD/LED ในปัจจุบัน โดยทั้งสองเทคนิคนี้ แบ่งตามประเภทของแว่นที่ใช้มองภาพบนจอ

1. แว่นตาแบบ Active-Shutter 3D ซึ่งใช้แว่นที่มาพร้อมเลนส์ LCS (Liquid Crystal Shutter) ที่จะเปิด/ปิดเลนส์แต่ละข้างสลับกันด้วยไฟฟ้าที่ความเร็วสูง และจะ sync กับภาพบนจอผ่านอินฟราเรด ซึ่งเลนส์ประเภทนี้มักจะใช้กับแว่นที่ดูกับทีวีส่วนใหญ่ แว่นที่เราเห็นในร้านขายทีวี ไม่ว่าจะของ Sony, LG, Samsung ฯลฯ ส่วนมากจึงมีปุ่มเปิด-ปิด มีแบตเตอรี่ เป็นแบบนี้ทุกยี่ห้อครับ ถ้าไม่เปิดสวิตช์ มันก็จะไม่เป็น 3 มิติ และในโรงภาพยนตร์ มีเพียงระบบ XpanD 3D ที่ใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน แว่นประเภทนี้ข้อเสียคือจะหนาและหนักกว่าอีกแบบ

2. แว่นตาแบบ Passive 3D ซึ่งใช้เลนส์โพลาไรซ์ ที่ตัดให้ตาแต่ละข้าง เห็นภาพแค่ภาพเดียวจากสองภาพบนจอ ซึ่งแว่นแบบนี้ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ หรือพลังงานไฟฟ้า แว่นจึงมีน้ำหนักเบา ทำให้แว่นแบบนี้นิยมในโรงหนัง เพราะต้นทุนของแว่นแต่ละคู่ และต้นทุนการดูแลต่ำกว่ามาก ส่วนของทีวีนั้น มีบางยี่ห้อที่ยังใช้ระบบนี้อยู่เพราะแว่นจะมีราคาถูกกว่าด้วย

 

คราวนี้ลองมาดูว่า แต่ละระบบที่เราเคยเจอในโรงหนัง มันใช้แว่นแบบไหน และระบบฉายแบบไหนบ้างนะครับ

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

Dolby 3D ระบบนี้ใช้แว่นแบบ Passive เพื่อตัดแม่สีของแสง (น้ำเงิน/เขียว/แดง) ออกทำให้ภาพของตาซ้ายและตาขวาเปลี่ยนสี โดยที่ฉายภาพเคลื่อนไหวจากโปรเจ็คเตอร์ตัวเดียว ลงบนจอสีขาว

มีโรงหนังประมาณ 2,200 โรงทั่วโลกที่ใช้ระบบ Dolby 3D ซึ่งแว่นของ Dolby นั้นมีต้นทุนประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อคู่ และการฉายภาพสามารถฉายลงจอพื้นขาวทั่วไปได้เลย ทำให้ต้นทุนการปรับเปลี่ยนจอภาพหมดไป และแว่นก็ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดทุกครั้งที่ฉาย (แต่ก็ควรนะครับ) และแว่นอาจมีรอยหยดน้ำหากเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดไม่เหมาะสม

ภาพของ Dolby จะมืดกว่า RealD ค่อนข้างมาก เป็นเพราะโปรเจ็คเตอร์ฉายภาพและแว่นตา ระบบ Dolby นี้มีมิติตื้นลึกเท่าจริง ซึ่งอาจจะไม่ตื่นตาสำหรับผู้ชมบางกลุ่มเท่ากับระบบ IMAX ที่ดูเหมือนอะไรก็พุ่งออกมาหมด* ข้อดีชัดๆ ของ Dolby คือภาพ 3 มิติจะไม่มีเงามืดข้างหลัง หรือข้างๆ วัตถุที่ลอยออกมา

ระบบ Dolby 3D นี้มีมาสักพักใหญ่แล้วในไทย (จริงๆ แล้ว Dolby 3D นั้นใหม่กว่า RealD แต่ RealD เข้ามาในไทยทีหลัง) ทั้งในเครือ MajorCineplex และ SF Cinema

 

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

RealD 3D ระบบนี้ใช้แว่นแบบ Passive ที่มากับเลนส์โพลาไรซ์แบบโค้ง โดยที่ฉายภาพเคลื่อนไหวจากโปรเจ็คเตอร์ตัวเดียว ลงบนจอสีเงิน ระบบนี้พึ่งจะเข้ามาในไทยได้ไม่นาน โดยปัจจุบัน ยังมีเพียงเครือ MajorCineplex ที่ใช้ระบบนี้ ในบางสาขา

มีประมาณ 5,000 โรงทั่วโลกที่ใช้ระบบนี้อยู่ และยังเป็นระบบที่ผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน รับรองอีกด้วย แว่นของ RealD นั้นโพลาไรซ์แบบเส้นโค้ง และต้องใช้จอพื้นสีเงินเท่านั้น จึงมีต้นทุนตรงนี้เพิ่มเข้ามา แต่ว่าแว่นของ RealD ราคาถูกกว่ามาก แค่ 50 เซนต์ต่อคู่ ทำให้สามารถทิ้งได้หากเสียหาย และไม่จำเป็นต้องทำความสะอาด โรงหนังทั่วไปจะใช้แว่นประเภทนี้แล้วทิ้งเลย

แว่นของ RealD มีเลนส์ที่ทำให้มองภาพได้หลายมุมแต่ก็ยังเห็นภาพ 3 มิติได้ ทำให้โอกาสปวดหัวหรือล้าสายตาน้อยลงมากเมื่อเทียบกับ IMAX ในเรื่องความสว่างของภาพ RealD ให้ภาพสว่างกว่า Dolby และสำหรับมิติตื้นลึก RealD ทำได้ใกล้เคียงกับ Dolby ซึ่งระยะจะสมจริง* แต่อาจจะยังมีเงามืดบ้างเล็กน้อย และเนื่องจากจอภาพต้องเป็นจอสีเงิน ซึ่งมักจะทำให้คนดูที่นั่งริมๆ มองเห็นภาพได้ไม่สว่างเท่าผู้ชมที่นั่งกลาง

 

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

IMAX 3D ระบบนี้ใช้แว่นแบบ Passive ที่มากับเลนส์โพลาไรซ์แบบแบน โดยที่ฉายภาพเคลื่อนไหวจากโปรเจ็คเตอร์สองตัว ลงบนจอสีเงิน

ระบบ IMAX 3D นั้นมีในไทยมาสักพักแล้ว นอกจากจะมีจอที่ใหญ่กว่าชาวบ้านมากแล้ว ระบบนี้ยังถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาระบบ 3 มิติทั้งหมดที่ใช้อยู่ในโรงหนังปัจจุบัน แว่นของ IMAX นั้นใช้เลนส์โพลาไรซ์แบบเรียบ จึงทำให้ต้องมองมุม 90 องศากับจอภาพตลอดเวลา ไม่อย่างงั้นภาพจะไม่เป็น 3 มิติ ผลตามมาคือ คนดูอาจจะเกิดอาการปวดหัว หรือล้าสายตาได้

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

ภาพของหนัง IMAX นั้นฉายจากโปรเจ็คเตอร์สองตัวพร้อมกัน (ภาพบน) ทำให้ภาพที่ได้สว่างกว่าหนังทั่วไป และยังมีจอที่โค้งที่ช่วยให้แสงสว่างกว่าด้วย แว่น IMAX ค่อนข้างบอบบาง และต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังการฉาย หากมีรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยอาจจะต้องเลิกใช้ เพราะมีผลต่อการมองเห็นภาพ 3 มิติได้

ปัจจุบันในไทยมีโรงหนัง IMAX เพียง 3 แห่ง ได้แก่ สยามพารากอน, เมเจอร์ฯ รัชโยธิน และเมเจอร์ฯ ปิ่นเกล้า

 

XpanD 3D ระบบนี้ใช้แว่นแบบ Active-Shutter ที่เลนส์ซ้ายและขวาเปิด-ปิดสลับกันด้วยความเร็วสูง และฉายภาพเคลื่อนไหวจากโปรเจ็คเตอร์ตัวเดียว ลงบนจอสีขาว ในไทยยังไม่มีโรงหนังที่ไหนใช้ระบบนี้ครับ

ระบบ XpanD นี้อาจสร้างปัญหาได้เช่นหากแบตเตอรี่ของแว่นหมดกลางคัน ก็ต้องเปลี่ยนแว่น ทำให้พลาดฉากเด็ดๆ ได้ ซึ่งแว่นแบบนี้น่าจะเหมาะกับดูทีวีอยู่บ้าน และได้รับการดูแลจากเจ้าของมากกว่า

 

หมายเหตุ* – เมื่อพูดถึงข้อแตกต่างของระยะตื้นลึกของวัตถุในระบบต่างๆ IMAX มักจะทำให้ภาพ 3 มิติดูมีระยะมากกว่า หรือดูมันลอยมาไกลกว่า ทั้งนี้ ต้องเข้าใจด้วยว่า ในหนัง 3 มิติหลายๆ เรื่อง ระยะของวัตถุต่างๆ นั้น อาจไม่มีความ “สมจริง” เพราะทีมผู้สร้างหนังสามารถกำหนดหรือปรับแต่งในส่วนนี้ได้

 

RealD 3D, Dolby 3D, IMAX 3D ต่างกันตรงไหน? ระบบไหนดีที่สุด?

สรุป… แล้วการดูหนังด้วยระบบไหนล่ะ ดีที่สุด?

คำถามนี้ คงจะไม่มีคำตอบที่ตายตัวครับ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละระบบนั้น มีรายละเอียดและข้อเด่น ข้อด้อยแตกต่างกันไป เพราะแค่แว่นตา โปรเจ็คเตอร์ฉายภาพ กับจอใหญ่ๆ ในโรงหนังก็ต่างกันแล้ว

คำตอบที่ดีที่สุด ก็เลยขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า ว่าชอบแบบไหน อย่างเช่น เพื่อนๆ ที่ชอบแว่นเบาๆ ก็อาจจะสบายหัวกับการดูหนัง IMAX 3D หรือ RealD 3D มากกว่า

ใครที่ไม่ได้สนใจเรื่องมิติว่าต้องตื้นลึกสมจริง แต่ขอ “พุ่งๆ” ไว้ก่อนก็น่าจะดูโรง IMAX

และที่สำคัญ ของแบบนี้บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับหนังที่เราจะดูด้วย เช่น Tron: Legacy หรือ Avatar ที่ดูใน IMAX น่าจะได้ประสบการณ์ที่สุดยอดและเต็มตากว่า และเนื่องจากหนังบางเรื่องเราก็เลือกไม่ได้จริงๆ เพราะมีฉายเฉพาะในแบบ RealD หรือ Dolby แต่ไม่มีในโรง IMAX

 

แล้วเพื่อนๆ ละครับ ได้ดูครบทั้ง 3 แบบหรือยัง? พบความแตกต่างบ้างหรือเปล่า? และชอบแบบไหนที่สุดครับ?

สนับสนุน FilmZick.com ง่ายๆ ด้วยการบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณผ่านทาง Social Network ที่คุณชื่นชอบ
คีย์เวิร์ด: